พรุ่งนี้พอพระอา...'s profileพรุ่งนี้พอพระอาทิตย์ ขึ้...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 14

    แอบคนข้างบ้าน 3

            หวัดดี  มาพบกันใหม่
            นานแล้วเหมือนกัน ที่ไม่ได้มาเขียนลงในสเปซเลย      ก็เพราะว่าตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม นั้น มีโปรเจ็คของ  สติวเดนท์คอลเลก  เป็นเวลานานถึงสอง อาทิตย์   แล้วจากนั้นก็ต่อด้วย   มีสอบ ของ คอลเลกต่อเลย   จนถึงวันนี้ก็ยังไม่หมด เพราะว่าจะมีวัน พุธหน้าอีกหนึ่งวิชา (วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์)  ซึ่งเป็นวิชาคณิตศาสตร์  วิชาสุดท้าย    แต่ว่ามันก็อีกตั้งหนึ่งอาทิตย์อ่ะนะ   เลยเอาเวลามาเขียน     แอบคนข้างบ้าน   ต่อดีกว่า   

             หากแต่ว่าหัวข้อที่จะเขียนในวันนี้จะเป็นอะไรดีหล่ะ   มันต้องเป็นอะไรที่ ทันเวลาหรือว่าที่กำลังฮิต หรือว่าติดปากหน่อยดีไหม  งั้นมาเรื่องนี้ดีกว่า  หากว่าจะพูดถึงเรื่องเว็บที่มาแรงในกลุ่มของเด็กน้อย วัยรุ่นหนุ่มสาว(ไทย)  หรือแม้แต่ว่าคนจะหลักสิบมากกว่าสอง แล้วก็ตามก็ยังมีกันไม่น้อยที่มาเล่น    มันก็คงจะเป็นเว็บไหน และชื่อไหนไปไม่ได้   ถ้าไม่ใช่   hi5     อ๊ะ ๆ  อย่าบอกนะว่าคุณ    ไม่รู้จัก  hi5  

            hi5  (เป็นไทยคงจะเป็น  "ไฮไฟฟ์") นั้น    เป็นชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเลยทีเดียว  ซึ่งสมาชิกของ ไฮไฟฟ์    ณ เดือน ธันวาคม 2550  นั้น มีมากกว่า  98  ล้าน บัญชีเลยทีเดียว (มันมากกว่าคนไทยทั้งประเทศอีกนะ นั่น )      ส่วนในนั้นมันทำไรได้มั่งก็ ต้องไปติดตามกันเองนะครับ มันก็ทำได้เยอะอยู่ครับ  แถมยังให้บริการฟรี อีกต่างหาก  ง่ายๆ ก็อย่างเช่นโชว์รูป  ติดต่อกันในกลุ่ม เพื่อน หรือว่าไม่ใช่เพื่อนก็ตาม  อิ๊ อิ๊     โดยมันจะใช้ฐานข้อมูลบางส่วนจากอีเมลล์ของ สมาชิก และส่งการแจ้งเตือน เข้าอีเมลล์ของสมาชิก    จนทำให้หลายคน ได้ตั้งชื่อมันว่า เป็น อีเมลล์ขยะดีๆ นี่เอง  
     
            หากจะมาเล่าถึงการกำเนิดแล้วนั้น บิดาของ ไฮไฟฟ์ ก็คือ   Ramu  Yalamanchi  (เขาเป็นใคร มาจากไหน นั้นผมยังไม่ได้ติดตามครับ)   ซึ่งตอนนี้นั้นเขาก็เป็น CEO   เลยทีเดียว    ไฮไฟฟ์ ถือกำเนิด โดยบิดา  คนข้างต้นเมื่อปี  2002   ก็ พ.ศ. 2545  ตอนนี้มันก็มีอายุย่างเข้า  หก ขวบแล้ว   แต่ว่าการเติบโตของมันนั้น  ไม่เหมาะเลยที่เราจะเรียกว่า ขวบ แล้วในตอนนี้  เพราะว่ามันเติบโตได้อย่างรวดเร็ว     แต่ว่าการรู้จักมันตอนแรกนั้น ไม่น่าสนใจที่จะนำมาเขียน     แต่ว่าการเข้ามาในเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเมืองไทยนั้น มันเริ่มมาเมื่อไม่นานมานี้เอง  เมื่อสองปีก่อนผมได้รับการเชิญชวนจากเพื่อน  ให้ร่วมเล่นไฮไฟฟ์
    แต่ว่ามันก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก  เรียกมันตอนนั้นว่า สแปมก็คงไม่ผิดหรอก   หลังจากนั้น หนึ่งปีให้หลัง(จากการรับรู้ของผม)  คนไทยนิยมเล่นไฮไฟฟ์กันอย่างแพร่หลาย จนทำให้การเติบโตของจำนวนสมาชิกของมัน ของประเทศไทยเพิ่ม ขึ้นไปติดอันดับที่ 12 ของโลก  ในปี 2007  แต่ว่าตอนนี้นั้นผมว่ามันเกินกว่าไปแล้วหล่ะ  เพราะว่าผมเองก็ยังไปช่วยมันเพิ่ม ด้วยเหมือนกัน อีกหนึ่ง   ห้าห้าห้า
     
            โดยประเทศที่เป็นกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่ ก็คือ  โดมินิกัน  คอสตาริก้า เอลซัลวาดอร์ เอกว่าดอร์ ฮอนดูรัส กัวเตมาลา เปรู โรมาเนีย แม็กซิโก แล้วก็ ที่สำคัญคือ ไทย
    จากการ สังเกตที่รายชื่อแล้ว   จะเห็นได้ว่า ประเทศที่เป็นกลุ่มผู้ใช้รายใหญ่ของ  ไฮไฟฟ์นั้น จะเป็นประเทศที่ ไม่ติดโผ ของประเทศที่พัฒนาแล้วเลย หากว่าเรายอมรับกันว่าการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วมีการศึกษาที่ดี   คนของประเทศเขาก็มีคุณภาพ   และการดำเนินชีวิตของคนในประเทศก็จะมีคุณภาพด้วยแล้วนั้น  
    เห็นได้เลยว่า ไม่มีรายชื่อของประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ใน  อันดับผู้ใช้สูงอันดับแรกๆ เลย   แค่นี้พวกเราก็คงจะคิดอะไรบางอย่างไรแล้ว   แต่ว่ามันก็อาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้เรายังเดินไม่ทันเขาก็ได้  และแน่นอนว่ามันก็ไม่ใช่ทั้งหมด
            
                   หากลองเปรียบเทียบประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาแล้ว  

                   ประชากร  อเมริกา มี                          300 ล้านคน                          ไทย มี         63     ล้านคน
    อัตราการใช้อินเตอร์เน็ตของคนอเมริกัน  เป็น       60 % ของประชากร        คนไทย  เป็น      16 % ของประชากร   (ตัวเลขจาก businessthai.co.th)
    เพราะฉะนั้น   คิดได้ว่า คนอเมริกันใช้อินเตอร์เน็ต เท่ากับ   180   ล้านคน     คนไทยใช้ เท่ากับ  10  ล้านคน    
    จะเห็นได้ ว่า   การใช้อินเตอร์เน็ตของคนอเมริกัน     เป็น 18 เท่าตัว   ของคนไทย  
             แต่ว่าไทย  ติดอันดับข้างค่อนข้างที่จะสวย   แต่ ว่าอเมริกันยังไม่เห็นมีอยู่ในโผเลย 
     
             แม้แต่ว่าผมเองในตอนนี้ก็ยังติดอยู่ หลงอยู่ กับไฮไฟฟ์อยู่เลย     
    ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็มีอยู่หลายด้าน มีทั้งประโยชน์และก็ผลเสีย  หากเรารู้จักที่จะแสวงหประโยชน์ให้มันมากกว่าผลเสีย  มันก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร 
    ด้านดีจริงๆที่เห็นได้ชัดก็คือ   เพื่อนที่เราไม่ได้เจอมานาน ไม่ได้ติดต่อกันมานานก็ได้ มาพบกันอีก ใน hi5 นี้เอง
     
              ลองเลือกคิดเลือกทำละกันนะครับ
     
     
    January 14

    แอบคนข้างบ้าน 2

                เวลาที่ไปซี้อของที่นี่นะ  หากว่าเป็นที่ซุปเปอร์มาร์คนั้นถุงที่จะใส่ของเขาจะไม่มีแจกเหมือนที่บ้านเรา  เราจะต้องซื้อหรือไม่ก็ต้องนำไปเอง   แต่ส่วนใหญ่คนเยอรมันจะนำไปกันเอง     ส่วนถึงที่มีขายนั้นมันก็จะเป็น ถุงกระดาษ  และถุงผ้า  บางที่จะเป็นถึงพลาสติกบ้าง  หากเป็นถุงกระดาษก็จะราคาประมาณ 4 บาท  ที่เขาต้องบังคับให้ซื้อไม่มีแจกกันเหมือนที่บ้านเรา    ก็เพราะว่า     คนเยอรมันจะทำอะไรที่มันไม่ค่อยเป็นพิษต่อธรรมชาติ  พวกอะไรที่มันใช้แล้วเกิดขยะที่มันทำลายยากเขาก็จะไม่ค่อยใช้กัน      หากว่าเป็นคนที่สูงอายุหน่อยเขาก็จะใช้  เป็นเหมือนกระเป๋า เอาไว้ใส่ของแล้วก็ลากกลับบ้าน    หรือไม่ก็จะเป็นตะกร้า ไปเลย   จะไม่ค่อยใช้ถุงพลาสติกเท่าไร  
                 ตามร้านขายอาหาร เช่น เบเกอรี่  เขาก็จะใช้เป็นถุงกระดาษ ทั้งหมดเลย     นับว่าดีมากเลยทีเดียว       คนเยอรมันเขาจะเป็นอย่างนี้กันซะส่วนมาก
    แต่ก็จะมีซึ่งร้าน เคบับ เป็นของพวกตุรกี นั้น (ก็นับว่ามีชื่อเสียงมากของประเทศตุรกี)  จะใช้ฟอยมาห่ออาหาร  ซึ่งนับว่าไม่ค่อยดีต่อธรรมชาติเอามากๆ   และร้านเอเชีย
    ก็จะเป็นอีกที่หนึ่ง ที่จะใช้ถุงพลาสติกแต่ว่าเขาไม่ได้ขายจะแจกฟรี  ก็เป็นธรรมดาเหมือนคนบ้านเราแหล่ะ    ซึ่งจะต่างจากคนเยอรมันโดยชัดเจน
     การจัดการในหลายๆด้านที่นี่ดีมาก  เช่น ขวดที่ใส่น้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า  น้ำอัดลม น้ำผลไม้   ที่นี่เราต้องจ่ายค่าขวดน้ำด้วย (โดยส่วนมากจะเป็นพลาสติกนะที่จะต้องจ่าย)  โดยปกติต่อขวดที่เจอก็จะมีอยู่สองราคา คือ    15  เซ็นต์ หรือก็ประมา
    ณ   7  บาท   และอีกราคาหนึ่ง   25  เซ็นต์ ประมาณ    12  บาทแหล่ะ       อยากจะยกตัวอย่างเช่น  ซื้อน้ำเปล่าขนาด 1.5  ลิตร หนึ่งขวด  ราคาที่ต่ำสุดอยู่ที่ ประมาณ  20  เซ็นต์  แต่ว่าค่าขวดนั้นราคา  25  เซ็นต์   จะเห็นได้ว่าราคาของขวดแพงกว่าราคาน้ำซะอีก   เพราะฉะนั้นที่จะไม่มีปัญหาในด้านขวดเปล่าเกลื่อนถนนเลย      เพราะว่ามันเป็นเงินที่เราต้องออกไปก่อน   พอเรากินเสร็จแล้วเราก็เอาขวดไปคืน (ซึ่งจะมีตู้รับคืนอัตโนมัติ และบางที่คนรับ)   เราก็จะได้รับเงินคืน  ซึ่งนับว่าเป็นการจัดการด้วยระบบนี้ดีมากเลยไม่จำเป็นต้องมีคนเก็บขยะเหมือนบ้านเราเลย  ไม่ใช่แค่เพียงขวดเปล่านะ ครับ   กระป๋องอะลูมิเนียม ก็จะสามารถแลกเงินคืนได้  หากว่าที่บ้านเราลองใช้ดูบ้างมันก็คงจะดีนะ   ขยะคงลดไปได้เยอะเหมือนกัน
                ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นบ้านเราจะอยู่ที่ เจ็ด  แต่ว่าที่นี่จะอยู่ที่   ส
    ิบเก้า  นับว่าแพงกว่าบ้านเรามากอยู่เหมือนกัน 
    หากว่าเราจะใช้แบบเข้าแล้วเราอาจจะมีปัญหากับโรงงานถุงพลาสติกแน่   แต่ทว่าบ้านเราคงทำไม่ได้เท่าไรหรอก   เพราะว่านักการเมืองก็คงได้รับเงินกันอื้อเลย เพราะว่าโดนร้องเรียนจาก   ผู้ประกอบการโรงงานถุงพลาสติกแน่เลย      แต่ก็อย่างที่ว่านะ  "หากว่าเราคิดว่าเราทำไม่ได้  เราก็จะทำไม่ได้"
     
     
    นี่เป็นเครื่องหมายที่ บอกว่า เรานำภาชนะนั้นกลับไปคืนได้ แล้วเราก็จะได้เงินกลับคืนมา
     
     

    แอบคนข้างบ้าน

    แอบคนข้างบ้าน อ่ะนะ  ไม่ได้มีความหมายว่าไปแอบดูใครหรอกครับ  แต่ว่าก็แค่อยากที่จะให้สิ่งที่อยากจะเขียนมันมีชื่อเรื่องบ้าง   ว่าแต่ว่าจะชื่อไรดี   ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า
     "แอบคนข้างบ้าน"  ละกัน  สิ่งที่อยากจะเขียนก็คือ ความแตกต่าง  ข้อสังเกต ระหว่างสิ่งที่ผมได้พบเจอที่นี่กับที่บ้านเรา   แต่ว่าบ้านเรากับที่ที่ผมอยู่ในตอนนี้มันก็ไม่ใช่
     ข้างบ้านเลยนะ    แต่ว่าไม่เป็นไรหรอก    เพราะว่าชื่อเรื่องน่าจะนำมาซึ่ง   ความน่าสนใจจึงจะดี    ใช่ไหม ? 
      หลังจากที่ได้เจอมานานแล้วก็คิดมานานแล้วว่าจะเขียนเรื่อง   "ของกิน"  ที่นี่นั้นจะไม่ได้มี บิ๊กซี โลตัส แม็คโค  ฯลฯ  อย่างบ้านเรา แต่ว่าจะเป็นชื่ออื่น
    ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นของที่นี่เอง  ซุปเปอร์มาร์ค นั้นจะมีอยู่ทุกเมือง  เมืองละหลายๆแห่ง  (เมืองแรกที่ผมไปอยู่เป็นเมืองเล็กๆ แต่มันก็มีอยู่  มากกว่า  4  แห่ง  ในผู้คนได้จับจ่ายซื้อของกัน)   ในแต่ละซุปเปอร์มาร์ค ก็จะมีสิ่งของที่เป็นชื่อของตนเอง  ก็จะเหมือนกับที่บ้านเรา เช่น แม็คโค ก็จะมี aro ประมาณนั้น  แล้วมันก็มีของทั่วไปจากตลาดด้วย     ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างจากบ้านเรา      ของที่ขายอยู่นั้นก็จะเป็นสิ่งของยุโรป   แต่กระนั้นก็จะมีจากเอเชียอยู่ด้วย แต่ว่าก็ไม่มากเท่าไร  บางที่อาจจะเจอเครื่องปรุงสำเร็จที่บรรจุถุงของไทย  เช่นของ  แม่พลอย   อะไรประมาณนั้น จะมี ยำยำ ด้วย  สับปะรดกระป๋อง ผักกาดดองตรานกพิราบ   แต่ที่เราจะเจอได้เสมอเกือบทุกที่ก็คือ ข้าวหอมมะลิของไทย  นับว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่อย่างน้อยก็มีของไทยมาขายด้วย  

                  แต่ว่าประเทศ ที่เรียกตัวเองว่า อู่ข้าว อู่น้ำของโลกนั้น ไม่ได้มีของวางขายที่ซุปเปอร์มาร์คที่นี่มากกว่านั้นเท่าไรเลย (จากการที่ผมได้สังเกตมา)    โดยเฉพาะที่อยากจะบอกคือ  ผลไม้และผักสดทั้งที่บ้านเราเรียกได้ว่ามีของออกมาตลอดทั้งปี    ผมจะเข้าซุปเปอร์มาร์คประมาณอาทิตย์ละสองครั้ง  เพราะฉะนั้นหากว่ามีของไทยมาขายผมก็น่าจะมีโอกาสที่จะได้เห็นบ้าง   เพราะว่าที่นี่เขาจะเขียนป้ายซึ่งบอกรายละเอียดของที่มาของสินค้าด้วย      ผมอยู่มาประมาณปีกว่าแล้ว มีโอกาสเห็นป้ายที่เขียนว่า จากประเทศไทย แค่ครั้งเดียว นั่นคือ ลิ้นจี่ ครับ   แต่ว่าราคาลิ้นจี่ของไทยมาที่นี่แล้ว ราคาสูงมาก กิโลกรัมละ  10 ยูโร   หากว่าเป็นเงินไทยแล้วก็ประมาณ 500 บาท   นั่นเป็นเพียงอย่างเดียวที่ผมเห็นว่ามันมาจากไทยแต่ว่า ได้เห็น ลิ้นจี่หลังจากนั้นอีก  แต่ว่าเป็นของประเทศจีน   ซึ่งราคาของจีนนั้นมันต่างจากประเทศไทยมาก  ของจีนราคา เพียง 4  ยูโร  ก็เป็นเงินไทยประมาณ  200  บาท ราคามันต่างกันมาก จริง ๆ   ผมคิดว่าด้วยการที่สินค้าของเรามีราคาสูงกว่านี้ใช่ว่าของของเราจะดีกว่าของจีนมากมายนักหรอก   หรือบางทีอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ   แต่ทว่าที่ราคาสินค้า
    ของเราแพงกว่านั้น   ผมคิดว่ามาจากต้นทุนในการขนส่ง  ค่าขนส่งของเราแพง    จึงทำให้ราคาสินค้าไทยแพงกว่า   คราวนี้ก็ส่งผลกระทบโดยตรงที่ว่า   เขาก็ไม่สั่งของไทยมาอีกเลย  เพราะว่าราคาเราแพงกว่ามาก  แล้วคุณภาพอาจจะไมได้ต่างกัน  เขาก็รับของจีนดีกว่า มันถูกกว่า   ซึ่งเราก็พลาดโอกาสทางด้านการตลาดไปได้ง่ายๆ เลย   เพราะว่าการขนส่งเราไม่ดี    ทั้งๆที่ ราคาลิ้นจี่ที่บ้านเรานั้นไม่แพงเลย    ก็อยากที่บอก นอกจากลิ้นจี่ครั้งนั้นแล้วยังไม่เห็นอะไรอีกเลย    
     หากมาดูว่าประเทศเยอรมนีสามารถผลิตอะไรกินเองได้บ้างนั้น   มันก็มีอยู่ไม่หลากหลายเท่าไร  หากว่าเป็นผลไม้ก็จะเป็น  องุ่น  แอปเปิ้ล  ลูกแพร พีช มันก็เป็นของทางเมืองหนาวอ่ะนะ     แต่ทว่าคนเยอรมันก็นิยม กินผมไม้จากเขตร้อนมาก  เพราะว่าที่ซุปเปอร์มาร์คไหนๆ ก็จะขาดกล้วย  ไม่ได้เลย  แต่ว่ามันไม่มีของไทยอีกเหมือนกัน  ซึ่งเขาจะนำเข้าจากประเทศทางอเมริกาใต้  ทั้งหมด   หากแต่ว่าบ้านเราก็สามารถที่จะผลิตได้  แต่ว่าทำไมไม่มีการบุกตลาดที่นี่บ้าง    นอกจากนั้น ส้ม ก็จะหากินได้ตลอด เยอรมนีนั้นจะนำเข้าทั้งนั้น  ซึ่งมาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน         แต่ว่าส้ม ที่มีขายอยู่นั้นมันจะมีลักษณะคล้ายกับมานาวลูกใหญ่ที่บ้านเรา หรือหากว่าจะปอกเปลือกก็จะต้องทำเหมือนส้มโอเลย  กินยากลำบากมาก แล้วก็เปรี้ยวด้วยครับ
               หากเทียบกันแล้วมันสู้  ส้มของไทยเราไม่ได้เลยแม้แต่น้อย    แต่ทว่าทำไมไม่มีส้มของไทย ที่แกะก็ง่าย หวานกว่า  เปลือกบาง  มาขายบ้างเลย     เพราะที่บ้านเรานั้นราคามันแสนจะถูก เพราะว่าส้มล้นตลาด  มันก็เป็นเพราะว่าเราไม่รู้จักการหาตลาดมารองรับสินค้าของเราให้ดี      แต่หากว่าไทยเราไม่อยากที่จะส่งส้มมาแย่งตลาดเขานั้น เราก็ยังมีของผมไม้อย่างอื่นอีกมากมาย   อร่อยกว่าหลายเท่า    ผมยกตัวอย่าง เช่น  มังคุด   ผมว่ามันเป็นผลไม้ที่อร่อยมาก มันหวาน แล้วก็นุ่ม  ผมนั้นจะชอบเอาไปแช่ในตู้เย็นแล้วค่อยนำออกมากิน  เพราะว่ามันจะอร่อยมากขึ้น

              หากว่าผมจะแนะนำผลไม้ไทยก็คงจะหลีกเลี่ยงมันไปไม่ได้   ทั้งมันยังเก็บได้นานอีก   และผลไม้อีกมากมาย ที่ดีๆ ของไทยเรา    แต่ว่าที่ไทยเราส่งสินค้าด้านการเกษตรมาขายที่เยอรมนีไม่ค่อยได้นั้น   เนื่องจาก  
             1.  สินค้าไทยเราไม่ได้รับการโฆษณา  ทำให้ไม่มีคนที่นี่รู้จัก  เราไม่มีการบุกตลาดที่ดี  เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะกินอย่างไร แล้วมันเป็นอย่างไร   หากว่าคนเยอรมันได้ลองกินผมว่าเขาต้องติดใจ  ผลไม้ไทยแน่ๆ     สำหรับคนเยอรมันนั้นเขารู้จักประเทศเราดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
             2.  สินค้าไทย   มีการใช้สารเคมีมาก   ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ทำให้ไม่ผ่านการตรวจสอบก็เป็นได้    เพราะว่าคนเยอรมันนั้นเขาจะแน้นอะไรที่เป็นธรรมชาติเอามากๆ  เขาจะมีป้ายแสดงสินค้าที่ปราศจากสารเคมีทุกขั้นตอนในการผลิต  จะใช้ชื่อว่า  Bio  ซึ่งจะทำให้ราคาของสินค้านั้นสูงขึ้นไปอยู่อีกระดับหนึ่งเลย จะแพงกว่าสินค้ามากเลยทีเดียว   ซึ่งผลิตภัณท์ Bio นั้นคนเยอรมันจะให้ความนิยมกันมากด้วย
             3. การขนส่งสินค้าของไทยค่อนข้างจะยากลำบาก  ราคาแพง กว่าประเทศอื่นๆที่ส่งของมาขายที่นี่
             4. กำแพง อียู ค่อนข้างที่จะสูง การตรวจคุมค่อนข้างที่จะเข้มหน่อย โดยเฉพาะสารเคมี ทั้ง GMOเพราะว่าที่นี่ในอียู หากว่ามากกว่า หนึ่งเปอร์เซนต์ ต้องติดป้ายบอก แล้วของไทยก็มีเปอร์เซนต์สูงด้วย
           เราจะทำอย่างไรกันดี หากว่าจะส่งผลไม้ไทยมาขายที่เยอรมนี   ผมคิดว่า 
             1.เราต้องมีการโฆษณาที่ดี  และก็จะต้องมีการบุกตลาดอย่างจริงจัง   จัดบูทลองชิม  น่าจะได้ผลดี
             2.เราต้องไม่ใช้สารเคมีมากไป หากว่าระดับมากเกินไปก็คงไม่ผ่านอีก   หรือหากว่าทำได้เป็น Bio นั้นก็จะยกระดับราคาขึ้นไป อีกขั้นหนึงโดยปริยาย
             3.รัฐต้องส่งเสริมในด้านการติดต่อกับต่างประเทศ  เป็นตัวแทนในการเจรจา จัดตั้งองค์กรเพื่อจะทำหน้าที่(จำหน้าที่ที่สถานทูตที่ประจำอยู่ที่ประเทศนั้นๆ คงช่วยได้ดี) 
             4.ผลักดันให้มีการส่งออกอย่างจริงจัง    เพราะว่าจะช่วยให้เราขนส่งได้ดีขึ้น เป็นรูปธรรมมากขึ้น และน่าจะลดค่าขนส่งต่อปริมาณได้ 
             5.กรมวิชาการการเกษตรจะมีบทบาททางด้านการให้ความรู้ในด้านการผลิต และการใช้สารเคมี  และการดูแลผลผลิต  ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น และอยู่ในระดับที่น่าพอใจของลูกค้า 
             แค่นี้ก็น่าจะช่วยให้เรามีตลาดเพิ่มขึ้น  และก็จะเกิดผลดีตามมามากมาย   เพราะว่าเขาคงจะเปิดใจรับสินค้าของเราอยู่แล้วหากว่าเราทำได้ในระดับที่ ปลอดภัยจนเชื่อถือได้
            ส่วนตัวผลผลิตนั้น  ผมว่ามันมีความเด่นในตัวมันอยู่แล้ว ของไทยไม่ได้แพ้ของใดในโลกหรอก ครับ
       "หากเราคิดว่าเราทำได้    เราก็จะทำได้  แต่หากว่าเราคิดว่ามันเกินที่เราจะทำกันได้    ชาตินี้เราก็จะไม่มีวันที่ทำได้ "
          เพราะว่า   "ไม่มีคนที่ล้มเหลว  มีแต่คนล้มเลิก"  ต่างหาก
     
     
    January 10

    โอนเงินนี่แหล่ะ!!!!

    วันนี้ก็เป็น อีกวันนึงในเยอรมนี    แต่ว่าค่อนข้างที่จะดี ที่ว่าได้รับบทเรียนมาจากการที่เราทำอะไรไม่ค่อยระวัง   เรื่องก็มีอยู่ว่า วันนี้ต้องที่สถานีตำรวจ หลังจากที่ได้มีหมายนัดมาส่งถึงบ้านเมื่อปลายปีก่อน     แต่ว่านัดให้ไปในวันนี้     
     โดยเป็นเรื่องของเงิน  ที่มันถูกโอนจากบัญชีของผมไป ยังใครสักคนนึง  ไม่ใส่ชื่อละกัน    ประเด็นคือ ผมไม่ได้โอนครับ แล้วผมก็ไม่ได้รู้จักนายคนนี้มาก่อนเลยด้วยครับ   เงินจำนวน 125 ยูโรครับ ที่ถูกโอนไป    
       ช่องโหว่มันก็คือ   เวลาที่ผมไปกดเงินออกจากธนาคารนั้น  ผมก็จะเช็คยอดเงินไปด้วย    ซึ่งเวลาเราเช็คยอดเงินนั้นก็ง่ายมากครับ   เพียงแค่เอาบัตร ATM  ใส่ไปในเครื่องที่มีบริการอยู่ แล้ว เครื่องนั้นก็จะพิมพ์ออกมาให้เราเลย (ลักษณะเหมือนกันกับ บิลค่าไฟฟ้าที่บ้านเราแฟล่ะครับ   แต่ว่าจะไม่เหมือนกันทุกธนาคารนะครับ   เพราะว่าบางธนาคารจะให้มาเป็นการดาษ A4 เลยครับ )   เราก็จะสามารถรู้ว่าเรามีเงินเท่าไร ในตอนนั้น     อ่านเสร็จแล้วผมก็ทิ้งเลย
    แต่เพราะในใบนั้นมันจะมีข้อมูลของเราไว้ด้วย ครับ ทั้งชื่อ เลขที่บัญชี  สาขา และอีกหลายอย่าง     มีมีครบจนทำให้เกิดกรณีปัญหาขึ้นมาจนได้
    เพราะจากการที่ ผมให้เจ้าเครื่องนั้นมันพิมพ์ ออกมากแล้ว   จากนั้นก็ดู   หลังจากนั้นก็ส่งมันลงไปที่ถังขยะ  หรือว่าบางที ก็ทิ้งที่อื่น   
    จนเกิดเหตุว่า   มีคนนึงได้นำมันไปแล้วก็เอาข้อมูลนั้นเขียนลงในแบบฟอร์มโอนเงิน  แล้วก็จัดการใส่ ยอดเงินจำนวน 125 ยูโร     แต่ว่ามันยังไม่เสร็จสมบูรณ์   เพราะว่ามันยังขาดลายเซนต์ของผม     เขาก็เลยจัดการปลอมลายเซนต์ของผม   แล้วก็ไปให้เจ้าหน้าที่ในธนาคารโอน        แต่ว่าช่องโหว่ของธนาคารก็มีอยู่บ้างในความคิดของผมคือ     เวลาที่เราเขียนใบโอนเงินเสร็จแล้ว เราสามารถที่จะใส่ไว้ในกล่องได้  โดยที่ไม่ต้องรอพนักงานมารับโดยตรง   ซึ่งพนักงานนั้นเขาจะทำการโอนตามใบโอนให้เอง     ด้วยเหตุนี้เขาเลยไม่รู้ว่า ลายเซนต์นั้นเป็นของจริงหรือไม่ ก็เลยเกิดได้ดังกรณีของผม       
       แต่ว่าเวลาทีเราพิมพ์ยอดเงินออกมาดูแล้ว เราไม่ได้สังเกตให้ดี แล้ว  เราก็จะพลาดไปเลย  เงินของผมก็คงไปอยู่ในมือคนอื่นโดยง่ายดาย   แต่หากว่าจะรู้ได้อีกทางนึงก็คือการดูทางอินเตอร์เน็ต  เพราะว่าเราจะสามารถเข้าไปดูได้    แต่ว่าก็คงจะยากอ่ะนะ   การตรวจตราเป็นอันดับแรกเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว   ไม่งั้นท่านจะเสียเงินโดยง่าย  
    ส่วนตอนนี้ผมก็ได้เงินกลับคืนมาเรียบร้อย แล้ว ครับ ครบตามจำนวนที่หายไป      วันนี้ตอนนี้ไปหาตำรวจนั้นเขาก็ได้เอาสำเนาของใบโอนเงินมาให้ผมดูด้วย  ข้อมูลทุกอย่างครบครับ     เขาเติมได้ดีจริงๆ แต่ว่าลายเซนต์ผมนั้น เขาเขียนไม่ถูก  ไม่เหมือน     อันนี้ผมไม่บอกละกันว่ามันต่างกันอย่างไร       แต่ว่าทำไมเขาโอนแค่  125  ยูโร 
    หรือว่าเขาเป็นโจรประเภทที่ยังใจดีอยู่ เพราะกลัวว่าผมจะไม่มีเงินซื้อข้าวกิน     หรือว่า ประการที่สอง   เขาคงคิดว่าผมมีเงินไม่มากกว่านี้เท่าไร  หรือว่า  เท่านี้แหล่ะ เยอะที่สุดที่ผมมีแล้ว   อีกประการ  เพื่อที่ว่าจะไม่ให้เกิดการสังเกตได้ง่าย    ที่จริงใบที่เขาได้ข้อมูลนั้นมันเป็นในที่ไว้ดูยอดเงินคงเหลือ    เพราะฉะนั้นเขาย่อมรู้ได้ถึงเงินที่ผมมีอยู่ในตอนนั้น   และตอนนั้นผมมีมากกว่า สองร้อยยูโรนะครับ    เพราะว่าตอนนี้เงินจากทาง ประเทศไทย เพิ่งจะเข้าเอง ตั้งห้าเดือนแน่ะ   เขาจะเป็นอย่างไร ก็ช่างเถอะ   เขาก็คิดไม่ดีอยู่แล้ว  แต่ก็ไม่อะไรหรอกนะ   เพราะว่าคนเรามันมีความจำเป็นต่างกัน
          คราวนี้หากว่าพิมพ์ใบแสดงยอดเงินออกมาดูเมื่อไหร่   ผมก็คงเก็บตลอดหล่ะครับ  ไม่ทิ้งเหมือนเช่นเดิมแล้วครับ  
    ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่อย่างหนึ่งที่ได้จากการอยู่ต่างประเทศ ห้าห้า  หากว่าไม่อยากเป็นอย่างผมละก็ กรุณาเก็บหลักฐานทั้งหมดที่ท่านมีให้ดี นะ
    January 01

    Schwäbisch Hall

        อยากจะบอกว่า เมื่อตอนที่โรงเรียนปิดมีโอกาสได้กลับไปเมืองเก่า (Schhwäbisch Hall  เมืองที่เรียนภาษา ตั้งแต่ที่มาเยอรมนี อ่ะ)  ก็มีเพื่อนๆ ไปเจอกันที่ันั่นหลายคน  พวกเราได้นัดกันไป แล้วไปนอนอยู่ที่นั่นสองคืน โดยนอนกันที่หอของสถาบันเกอเต้ แหล่ะ  แต่ว่าคราวนี้เราได้นอนกันที่หอส่วนโยเซนทวม ไม่ใช่ที่ที่่พวกเราอยู่กันเมื่อก่อน แต่ว่าก็ดีที่พวกเราได้กลับไปเจอกันที่นั่น ได้ไปเดินที่ Comburg ,Neubau  แล้วก็อีกหลายที่  ตอนที่ไปที่นั่นอากาศหนาวมากอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีภาพมาให้ดูเลย
    ใจจริงอยากไปอยู่หลายๆวัน นะ ชเวบิช ฮาลก็ยังสวยเหมือนเดิม  หากมีเวลาว่างก็อาจจะไปอีกครั้ง 
    เมื่อครั้งที่เรามาเยอรมนีนั้นเราได้มาอยู่ที่นี่เป็นที่แรก ก็เรียกได้ว่าเป็นบ้านแห่งแรกในเยอรมนี  อยู่ที่นั่นก็ ประมาณ 9 เดือน แล้วก็ต้องย้ายออกมา   หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น และจบลง ที่นั่น  แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยังคงอยู่และจะตลอดไปก็คือความประทับใจในบ้านเล็กหลังแรกของเรานี้ อาจจะไม่ใหญ่เหมือน สี่เมืองที่เราไม่ได้ไป แต่เมืองเล็กๆ เมืองนี้ก็ให้อะไรดีๆ กับเราเยอะเหมือนกัน  และความเป็นเพื่อนของพวกเราที่อยู่ที่นั่นนั้น  เป็นสิ่งที่มีค่าจริงๆ ที่เราได้มา หากว่าเปลี่ยนพวกเราไปอยู่ในเมืองใหญ่แล้ว คงจะไม่เป็นเป็นแบบนี้แน่เลย  นั่นแหล่ะคือข้อดีของเมืองเล็ก
     
       Schwäbisch Hall  เป็นไทยก็คงจะ " ชเวบิช ฮาล "  เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของรัฐ Baden-Württemberg    ห่างจากเมือง ไฮบอร์นไปทางทิศตะวันออก 37 km และอยู่ห่างจากสตุทการ์ท เมืองหลวงของรัฐไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 60 km  มีประชาชนอยู่ประมาณ 36,ooo  คน   เมืองชเวบิช ฮาลตั้งอยู่ริมแม่น้ำ คอกเคอร์  โดยลักษณะ เป็นล่องลึกระหว่างเขา แล้วเมืองไปตั้งอยู่ในนั้น  และที่นั่นก็เป็นแหล่งของน้ำเค็ม คือมีนำพุที่มาจากใต้ดินแล้วมันก็มีรสเค็ม  จึงทำให้ที่เมืองนี้เป็นแหล่งผลิตเกลือ โดยในสมัยก่อนนั้นเกลือเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่ามีราคามาก  จึงทำคนที่เมืองนี้มีฐานะร่ำรวย จากการทำเกลือ  แต่ว่าในปัจจุบันนี้ไม่มีการทำเพื่อการค้าในเมืองนี้แล้ว เพราะว่าแหล่งน้ำพุนั้นถูกเจาะ แล้วก็ดูดน้ำเค็ม นี้ขึ้นไปที่เมือง ไฮบอร์น  ที่นี่เลยไม่มีการทำเกลือเพื่อการค้าอีกต่อไป   แต่ว่าในช่วงประมาณเดือนกรกฏาคมจะมีการแสดงการทำเกลืออยู่ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้ไปดู ว่าเขาทำกันอย่างไร (เขาเอาน้ำมาต้ม  ไม่ได้ปล่อยให้ตลกผลึกอย่างนาเกลือเมืองไทยนะ )  แต่ว่าผมก็มีโอกาสได้ชิมเกลือของที่นั่นแล้ว เพราะว่าก่อนที่จะออกมาจากเมืองนั้น ผมได้ของที่ระลึกจากสถาบันเกอเต้ สองอย่าง คือ เกลือของเมืองนี้(ที่เขาทำให้คนดูนั่นแหล่ะ) กับอีกอย่างคือ เหรียญเงินของเมืองชเวบิช ฮาล ตั้งแต่สมัยก่อน (จะเล่าให้ฟังทีหลังนะ)     ซึ่งหากจะเล่าต่อถึงเรื่องเกลือนั้นก็ย่อมได้ แต่ว่าเราอาจจะหลงประเด็นจากการทำความรู้จักกับเมืองไปสักหน่อย   ด้วยเกลือนี้เองทำให้ เมืองนี้มีชื่อ ที่ลงท้าย ด้วย  "Hall" หากเห็นตอนแรกแล้วท่านอาจจะคิด แล้วก็เอาไปแปลในภาษา อังกฤษ  แล้วก็แปลความหมายเป็นอย่างอื่น จากความหมายจริงของเมืองไป ซึ่งที่จริงแล้ว คำนี้ มันมีความหมายว่า "เกลือ"หรือว่า  "เค็ม" ประมาณ เนี้ย แต่ที่จริงมันไม่ได้เขียนแบบนี้หรอก ผมก็จะไม่ได้ว่าเขาเขียนเมื่อก่อนเป็นอย่างไร ภายหลังเกิดการไปเขียนผิด จึงทำให้เมืองใด้ คำว่า "Hall"มาโดยปริยาย    และนอกจากนั้นเมืองนี้ยังเป็นเมืองที่เรียกกันในสมัยก่อน ว่า "เมืองคนรวย"  , "เมืองร่ำรวย" ภาษาไทยก็คงประมาณนี้อ่ะ     ด้วยความที่เป็นเมืองที่มีแหล่งเกลือแล้ว จึงทำให้กษัตร์ในหลายที่อยากที่จะครอบครอง  แต่ว่าสุดท้าย จึงได้ข้อสรุป คือ  เมืองนี้ไม่ขึ้นต่อเมืองใด (ด้วยเวลานั้นผมจำไม่ได้ จะเล่าแต่ความเป็นมาอย่างเดียว)  นับว่าตอนนั้น ชเวบิช ฮาล นี่รุ่งไม่เบาเลย    มันก็จริง   แล้วที่เมืองนี้เองก็ได้มีการผลิตเงินขึ้นมาใช้ โดยทำจากโลหะเงิน  ผมเคยได้ไปเห็นครั้งนึงในโบส อ่ะนะ   แต่ว่าตอนที่ออกจากเมืองนั้นก็ได้มาจากสถาบันเกอเต้  หนึ่งเหรียญ   นอกจากนั้นแล้ว ชเวบิช ฮาล ยังมีไวน์ชั้นยอด  แต่ว่าในตอนนี้อะไรต่อมิอะไร เหมือนจะไม่เข้าข้างเมืองนี้บ้างเลย  มันเหมือนนิทานหลอกเด็กจริงๆ     แต่ว่าคนเยอรมนี เขาจะชอบกันนะ เชาสนใจในเรื่องแบบนี้ สำหรับผมเองนั้นก็เรียกเขาได้เลยว่าเป็นนักจัดอันดับ  เพราะหากว่าอะไรที่มันมีจุดกำเนิดที่เมืองของเขาแล้วนั้นเขาจะรู้ไปเสียหมดเลย    แล้วเขาก็ชอบที่จะทำอะไรให้มันเหมือนสมัยก่อน  เขาจะมีการจัดงานของเมืองอยู่ทุกปี เหมือนงานวัดเกิดของคนงี้มั้ง แต่ว่าเสียดายผมไม่ได้ไปดู เห็นแต่ในรูป คนเขาจะแต่งกายแบบโบราณแล้วมีการแสดงแบบสมัยก่อนด้วย ก็สวยดี (ดูจากรูปนะ) 
    นอกจากนั้นสิ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ก็คือ การแสดงละครที่บันไดของโบส St.Michael  จะมีคนมาดูกันเยอะ จากหลายที่เลย  และก็เป็นที่น่าเสียดายเช่นกัน เพราะว่าผมก็ไม่ได้ไปดูอีกตามเคย (รู้สึกว่าผมจะพลาดอะไรไปเยอะนะเนี่ย) แต่ว่าก่อนที่เขาจะแสดงจริงใช่ไหมอ่ะ ผมก็ไปนั่งดูอยู่ ตั้งหลายรอบ ไม่ต้อง เสียตังค์ด้วย  ดีกว่าป่ะ
    ที่นั่นมีสิ่งที่ดีๆมากมาย  ภูมิประเทศที่นั่นก็สวยนะ หากว่าได้ออกไปนั่งรถชมแล้ว เป็นคำบอกเล่าอีกตามเคยว่า มันสวยไม่เบาเลย  แต่ว่าผมก็พลาดอีกตามเคยไม่ได้ไปสักที
     
    วันนี้คงแค่นี้ก่อนละกันครับ แล้วคราวหน้าจะมาบ่นต่อ
     
     

    สวัสดีปีใหม่ 2008

     
              สวัสดีปีใหม่ครับ   
       ขอให้ทุกท่านมีความสุขกันมากๆ มีเงินมีทองเยอะๆ คิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ขอให้สมความมุ่งมาตรปรารถนาทุกประการ  ปราศจากภยันตรายและโรคภัยทั้งปวง  เจริญๆ มีความสุขกันตลอดปีและตลอดไป นะครับ   
       ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข้อมูลเก่าที่ได้เขียนไว้อยู่แล้ว  แต่ว่านะบัดนี้ผมก็ได้ลบมันไปเรียบร้อยแล้ว   อยากเขียนไรที่มันเป็นสาระบ้าง(เหมือนว่าจะมีอ่ะนะ ) ก็เริ่มกันเลยดีกว่า
        
       เนื่องจากวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ก็เลยที่อยากจะเขียนอะไรเกี่ยวกับเนื่องกันซะหน่อย น่าจะดี นะ ก็เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อย ครับที่เคยได้อ่านมาบ้าง
              วันที่ 1 มกราคมของทุกปี เราจะนักว่าเป็น " วันขึ้นปีใหม่ " เพราะว่าเป็นวันแรกของปี ก็เลยเรียกกันดังข้างต้นนั้น  ว่าวันขึ้นปีใหม่   หากแต่เดิมนั้นประเทศไทยเราไม่ได้ใช้วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่   แต่ใช้วันที่ 1 เมษายน ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่        จนกระทั่งในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านก็ได้มีความเห็นที่จะเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ของไทย เพราะว่าจะได้เหมือนประอื่นๆ (เป็นสากล)      ดังนั้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม  2483  รัฐบาลจึงได้ออกประกาศให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ จากเดิมคือวันที่ 1 เมษายน ให้ไปเป็นวันที่ 1 มกราคม แทน   โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2484  เป็นต้นไป    จึงทำให้ปี พ.ศ. 2483  มีแค่ 9 เดือน   และจากนั้นเราก็ได้ใช้วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่กันเรื่อยมา  
    โดยในสมัยของ จอมพล ป. นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง อีกอย่าง เช่น  การเปลี่ยนชื่อประเทศ  จากเดิม " สยาม " มาเป็น " ประเทศไทย " 
     แต่สำหรับชาวจีนนั้นก็ยังมีวันตรุษจีนอีกวันนึงที่นับว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน