พรุ่งนี้พอพระอา...'s profileพรุ่งนี้พอพระอาทิตย์ ขึ้...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 14 แอบคนข้างบ้านแอบคนข้างบ้าน อ่ะนะ ไม่ได้มีความหมายว่าไปแอบดูใครหรอกครับ แต่ว่าก็แค่อยากที่จะให้สิ่งที่อยากจะเขียนมันมีชื่อเรื่องบ้าง ว่าแต่ว่าจะชื่อไรดี ก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่า
"แอบคนข้างบ้าน" ละกัน สิ่งที่อยากจะเขียนก็คือ ความแตกต่าง ข้อสังเกต ระหว่างสิ่งที่ผมได้พบเจอที่นี่กับที่บ้านเรา แต่ว่าบ้านเรากับที่ที่ผมอยู่ในตอนนี้มันก็ไม่ใช่ ข้างบ้านเลยนะ แต่ว่าไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าชื่อเรื่องน่าจะนำมาซึ่ง ความน่าสนใจจึงจะดี ใช่ไหม ? หลังจากที่ได้เจอมานานแล้วก็คิดมานานแล้วว่าจะเขียนเรื่อง "ของกิน" ที่นี่นั้นจะไม่ได้มี บิ๊กซี โลตัส แม็คโค ฯลฯ อย่างบ้านเรา แต่ว่าจะเป็นชื่ออื่น ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นของที่นี่เอง ซุปเปอร์มาร์ค นั้นจะมีอยู่ทุกเมือง เมืองละหลายๆแห่ง (เมืองแรกที่ผมไปอยู่เป็นเมืองเล็กๆ แต่มันก็มีอยู่ มากกว่า 4 แห่ง ในผู้คนได้จับจ่ายซื้อของกัน) ในแต่ละซุปเปอร์มาร์ค ก็จะมีสิ่งของที่เป็นชื่อของตนเอง ก็จะเหมือนกับที่บ้านเรา เช่น แม็คโค ก็จะมี aro ประมาณนั้น แล้วมันก็มีของทั่วไปจากตลาดด้วย ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างจากบ้านเรา ของที่ขายอยู่นั้นก็จะเป็นสิ่งของยุโรป แต่กระนั้นก็จะมีจากเอเชียอยู่ด้วย แต่ว่าก็ไม่มากเท่าไร บางที่อาจจะเจอเครื่องปรุงสำเร็จที่บรรจุถุงของไทย เช่นของ แม่พลอย อะไรประมาณนั้น จะมี ยำยำ ด้วย สับปะรดกระป๋อง ผักกาดดองตรานกพิราบ แต่ที่เราจะเจอได้เสมอเกือบทุกที่ก็คือ ข้าวหอมมะลิของไทย นับว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่อย่างน้อยก็มีของไทยมาขายด้วย แต่ว่าประเทศ ที่เรียกตัวเองว่า อู่ข้าว อู่น้ำของโลกนั้น ไม่ได้มีของวางขายที่ซุปเปอร์มาร์คที่นี่มากกว่านั้นเท่าไรเลย (จากการที่ผมได้สังเกตมา) โดยเฉพาะที่อยากจะบอกคือ ผลไม้และผักสดทั้งที่บ้านเราเรียกได้ว่ามีของออกมาตลอดทั้งปี ผมจะเข้าซุปเปอร์มาร์คประมาณอาทิตย์ละสองครั้ง เพราะฉะนั้นหากว่ามีของไทยมาขายผมก็น่าจะมีโอกาสที่จะได้เห็นบ้าง เพราะว่าที่นี่เขาจะเขียนป้ายซึ่งบอกรายละเอียดของที่มาของสินค้าด้วย ผมอยู่มาประมาณปีกว่าแล้ว มีโอกาสเห็นป้ายที่เขียนว่า จากประเทศไทย แค่ครั้งเดียว นั่นคือ ลิ้นจี่ ครับ แต่ว่าราคาลิ้นจี่ของไทยมาที่นี่แล้ว ราคาสูงมาก กิโลกรัมละ 10 ยูโร หากว่าเป็นเงินไทยแล้วก็ประมาณ 500 บาท นั่นเป็นเพียงอย่างเดียวที่ผมเห็นว่ามันมาจากไทยแต่ว่า ได้เห็น ลิ้นจี่หลังจากนั้นอีก แต่ว่าเป็นของประเทศจีน ซึ่งราคาของจีนนั้นมันต่างจากประเทศไทยมาก ของจีนราคา เพียง 4 ยูโร ก็เป็นเงินไทยประมาณ 200 บาท ราคามันต่างกันมาก จริง ๆ ผมคิดว่าด้วยการที่สินค้าของเรามีราคาสูงกว่านี้ใช่ว่าของของเราจะดีกว่าของจีนมากมายนักหรอก หรือบางทีอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ แต่ทว่าที่ราคาสินค้า ของเราแพงกว่านั้น ผมคิดว่ามาจากต้นทุนในการขนส่ง ค่าขนส่งของเราแพง จึงทำให้ราคาสินค้าไทยแพงกว่า คราวนี้ก็ส่งผลกระทบโดยตรงที่ว่า เขาก็ไม่สั่งของไทยมาอีกเลย เพราะว่าราคาเราแพงกว่ามาก แล้วคุณภาพอาจจะไมได้ต่างกัน เขาก็รับของจีนดีกว่า มันถูกกว่า ซึ่งเราก็พลาดโอกาสทางด้านการตลาดไปได้ง่ายๆ เลย เพราะว่าการขนส่งเราไม่ดี ทั้งๆที่ ราคาลิ้นจี่ที่บ้านเรานั้นไม่แพงเลย ก็อยากที่บอก นอกจากลิ้นจี่ครั้งนั้นแล้วยังไม่เห็นอะไรอีกเลย หากมาดูว่าประเทศเยอรมนีสามารถผลิตอะไรกินเองได้บ้างนั้น มันก็มีอยู่ไม่หลากหลายเท่าไร หากว่าเป็นผลไม้ก็จะเป็น องุ่น แอปเปิ้ล ลูกแพร พีช มันก็เป็นของทางเมืองหนาวอ่ะนะ แต่ทว่าคนเยอรมันก็นิยม กินผมไม้จากเขตร้อนมาก เพราะว่าที่ซุปเปอร์มาร์คไหนๆ ก็จะขาดกล้วย ไม่ได้เลย แต่ว่ามันไม่มีของไทยอีกเหมือนกัน ซึ่งเขาจะนำเข้าจากประเทศทางอเมริกาใต้ ทั้งหมด หากแต่ว่าบ้านเราก็สามารถที่จะผลิตได้ แต่ว่าทำไมไม่มีการบุกตลาดที่นี่บ้าง นอกจากนั้น ส้ม ก็จะหากินได้ตลอด เยอรมนีนั้นจะนำเข้าทั้งนั้น ซึ่งมาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน แต่ว่าส้ม ที่มีขายอยู่นั้นมันจะมีลักษณะคล้ายกับมานาวลูกใหญ่ที่บ้านเรา หรือหากว่าจะปอกเปลือกก็จะต้องทำเหมือนส้มโอเลย กินยากลำบากมาก แล้วก็เปรี้ยวด้วยครับ หากเทียบกันแล้วมันสู้ ส้มของไทยเราไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าทำไมไม่มีส้มของไทย ที่แกะก็ง่าย หวานกว่า เปลือกบาง มาขายบ้างเลย เพราะที่บ้านเรานั้นราคามันแสนจะถูก เพราะว่าส้มล้นตลาด มันก็เป็นเพราะว่าเราไม่รู้จักการหาตลาดมารองรับสินค้าของเราให้ดี แต่หากว่าไทยเราไม่อยากที่จะส่งส้มมาแย่งตลาดเขานั้น เราก็ยังมีของผมไม้อย่างอื่นอีกมากมาย อร่อยกว่าหลายเท่า ผมยกตัวอย่าง เช่น มังคุด ผมว่ามันเป็นผลไม้ที่อร่อยมาก มันหวาน แล้วก็นุ่ม ผมนั้นจะชอบเอาไปแช่ในตู้เย็นแล้วค่อยนำออกมากิน เพราะว่ามันจะอร่อยมากขึ้น
หากว่าผมจะแนะนำผลไม้ไทยก็คงจะหลีกเลี่ยงมันไปไม่ได้ ทั้งมันยังเก็บได้นานอีก และผลไม้อีกมากมาย ที่ดีๆ ของไทยเรา แต่ว่าที่ไทยเราส่งสินค้าด้านการเกษตรมาขายที่เยอรมนีไม่ค่อยได้นั้น เนื่องจาก 1. สินค้าไทยเราไม่ได้รับการโฆษณา ทำให้ไม่มีคนที่นี่รู้จัก เราไม่มีการบุกตลาดที่ดี เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะกินอย่างไร แล้วมันเป็นอย่างไร หากว่าคนเยอรมันได้ลองกินผมว่าเขาต้องติดใจ ผลไม้ไทยแน่ๆ สำหรับคนเยอรมันนั้นเขารู้จักประเทศเราดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว 2. สินค้าไทย มีการใช้สารเคมีมาก ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ทำให้ไม่ผ่านการตรวจสอบก็เป็นได้ เพราะว่าคนเยอรมันนั้นเขาจะแน้นอะไรที่เป็นธรรมชาติเอามากๆ เขาจะมีป้ายแสดงสินค้าที่ปราศจากสารเคมีทุกขั้นตอนในการผลิต จะใช้ชื่อว่า Bio ซึ่งจะทำให้ราคาของสินค้านั้นสูงขึ้นไปอยู่อีกระดับหนึ่งเลย จะแพงกว่าสินค้ามากเลยทีเดียว ซึ่งผลิตภัณท์ Bio นั้นคนเยอรมันจะให้ความนิยมกันมากด้วย 3. การขนส่งสินค้าของไทยค่อนข้างจะยากลำบาก ราคาแพง กว่าประเทศอื่นๆที่ส่งของมาขายที่นี่ 4. กำแพง อียู ค่อนข้างที่จะสูง การตรวจคุมค่อนข้างที่จะเข้มหน่อย โดยเฉพาะสารเคมี ทั้ง GMOเพราะว่าที่นี่ในอียู หากว่ามากกว่า หนึ่งเปอร์เซนต์ ต้องติดป้ายบอก แล้วของไทยก็มีเปอร์เซนต์สูงด้วย เราจะทำอย่างไรกันดี หากว่าจะส่งผลไม้ไทยมาขายที่เยอรมนี ผมคิดว่า 1.เราต้องมีการโฆษณาที่ดี และก็จะต้องมีการบุกตลาดอย่างจริงจัง จัดบูทลองชิม น่าจะได้ผลดี 2.เราต้องไม่ใช้สารเคมีมากไป หากว่าระดับมากเกินไปก็คงไม่ผ่านอีก หรือหากว่าทำได้เป็น Bio นั้นก็จะยกระดับราคาขึ้นไป อีกขั้นหนึงโดยปริยาย 3.รัฐต้องส่งเสริมในด้านการติดต่อกับต่างประเทศ เป็นตัวแทนในการเจรจา จัดตั้งองค์กรเพื่อจะทำหน้าที่(จำหน้าที่ที่สถานทูตที่ประจำอยู่ที่ประเทศนั้นๆ คงช่วยได้ดี) 4.ผลักดันให้มีการส่งออกอย่างจริงจัง เพราะว่าจะช่วยให้เราขนส่งได้ดีขึ้น เป็นรูปธรรมมากขึ้น และน่าจะลดค่าขนส่งต่อปริมาณได้ 5.กรมวิชาการการเกษตรจะมีบทบาททางด้านการให้ความรู้ในด้านการผลิต และการใช้สารเคมี และการดูแลผลผลิต ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น และอยู่ในระดับที่น่าพอใจของลูกค้า แค่นี้ก็น่าจะช่วยให้เรามีตลาดเพิ่มขึ้น และก็จะเกิดผลดีตามมามากมาย เพราะว่าเขาคงจะเปิดใจรับสินค้าของเราอยู่แล้วหากว่าเราทำได้ในระดับที่ ปลอดภัยจนเชื่อถือได้ ส่วนตัวผลผลิตนั้น ผมว่ามันมีความเด่นในตัวมันอยู่แล้ว ของไทยไม่ได้แพ้ของใดในโลกหรอก ครับ "หากเราคิดว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้ แต่หากว่าเราคิดว่ามันเกินที่เราจะทำกันได้ ชาตินี้เราก็จะไม่มีวันที่ทำได้ " เพราะว่า "ไม่มีคนที่ล้มเหลว มีแต่คนล้มเลิก" ต่างหาก Comments (2)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://dk-convan.spaces.live.com/blog/cns!193C622A64E02DB8!430.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|